วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

18. พระสมเด็จวังหน้าพิมพ์ใหญ่


พระสมเด็จวังหน้าองค์นี้สภาพเดิม ๆ จากกรุ แทบไม่ได้ขัดถูเลย

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

13.พระกรุพระธาตุพนมวังหน้า

              พระกรุวังหน้าได้มีการจัดสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งวังหน้าในขณะนั้นคือ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ก่อนหน้าที่จะมีการก่อสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการรื้อเจดีย์เก่าที่มีุอยู่  พระบางส่วนที่อยู่ในเจดีย์ได้มีการจัดทำโดยอุดผงของทหารที่เสียชีวิตในคราวสู้รบกับพม่าบรรจุไว้ (ข้อมูลตรงนี้ได้มาจากข้อเขียนของลุงไทยดำ ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือหลวงปู่เทพโลกอุดร)
สำหรับพระธาตุพนมวังหน้านั้นสร้างในสมัย ร.4 ซึ่งวังหน้าตอนนั้นคือ สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นการสร้างจำลองพระธาตุพนมจากเมืองนครพนม  พระที่สร้างจะมีหลากหลายแบบ ซึ่งจะแสดงให้เห็นดังต่อไปนี้















12.พระสมเด็จเบญจรงค์

        พระสมเด็จเบญจรงค์ มีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น พระปัญจสิริ พระสมเด็จสายรุ้ง เป็นต้น 
ต้องยอมรับกันว่าเป็นพระที่เซียนเห็นแล้วขัดสายตาไม่ยอมรับว่าพระกรุนี้มีจริง  เนื่องจากพระมีจำนวนมากและมีสีที่สวยงาม อย่างไรก็ตามพระชุดนี้ในปัจจุบันลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการจัดเก็บโดยจากผู้ที่ศรัทธา และมีของปลอมออกมามาก ถ้าใครไม่เคยเห็นของจริง คงต้องลำบากในการที่จะหาบูชามาคล้องคอ พระสมเด็จเบญจรงค์มีทั้งแบบบางและหนา แต่ละองค์มีสีที่สวยงาม และมีสีไม่ซ้ำกัน ในยุคแรกที่มีการจัดสร้างกันจะมีการโรยผงทองคำบนองค์พระจำนวนมากโดยเฉพาะผงทองคำจากบางสะพาน ในยุคหลังผงทองที่ได้มามีน้อยลง จึงมีการโรยแค่บางส่วนบนองค์พระ
พระสมเด็จเบญจรงค์อย่างบาง ยังไม่ล้างคราบกรุ

พระสมเด็จเบญจรงค์ที่ล้างคราบกรุ
 พระที่แสดงข้างบนเป็นพระสมเด็จเบญจรงค์ยุคแรก ๆ ที่มีผงทองจากบางสะพาน

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พระสมเด็จรักน้ำเกลี้ยง




   11. พระสมเด็จรักน้ำเกลี้ยง



 

 

 

พระสมเด็จวังหน้าองค์นี้เป็นพระที่มีส่วนผสมมวลสารต่างๆ เช่น ผงใบลาน โดยมีผงวิเศษสีขาวเป็นจุดเล็กๆ ทั่วองค์ และมีผงเหล็กไหลสีดำกระจัดกระจายอยู่ตามองค์พระ

พระสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4  (จากการตรวจสอบพลังของท่านผู้ทรงญาณ) สภาพพระมีการล้างรักน้ำเกลี้ยงออกไป

 ถ้าไม่ล้างพระจะมีสีดำ พระมีเนื้อแข็งแกร่งไม่มีการแตกลายงา พระยังอยู่ในสภาพดีเพราะรักน้ำเกลี้ยงรักษาเนื้อพระเอาไว้


เคยให้อาจารย์ที่วัดระฆังท่านตรวจสอบท่านบอกว่าเป็นเนื้อสีเขียวก้านมะลิ มีพลังสมเด็จโตเต็มเปี่ยม สำหรับพระชุดนี้ท่านผู้รู้บางท่านบอกว่าเป็นพระสมเด็จที่สร้างที่วัดระฆัง

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555


10.วิธีจับพลังพระเครื่อง


1. การตรวจพุทธคุณพระเครื่อง

เริ่มแรกทีเดียวนั้น ผมได้มีโอกาสรู้จักกับการสัมผัสพลังพระเครื่องจาก
อ.ตาที่สามเมื่อขณะที่ท่านดึงพลังจากพระเครื่องหรือวัตถุมงคลที่ผมได้นำไป ทดสอบ ท่านได้แนะนำให้ผมเอามือไปอยู่เหนือ พระเครื่องหรือวัตถุมงคลนั้น ๆ ผลที่ได้รับคือ เมื่อน้อมจิตเข้าไปจดจ่อ ทำสมาธิสักครู่ก็จะได้รับความรู้สึกที่แตกต่างกันไป เช่น เย็นที่นิ้วบ้าง ปลายนิ้วชา ๆบ้าง ปลายนิ้วมีความรู้สึกซ่า ๆ บ้าง หน้าผากกระตุกบ้าง ผมสังเกตดูว่า ความรู้สึกที่ได้รับนี้ ขึ้นอยู่กับวัตถุมงคลที่เราได้สัมผัสถ้าคงกระพัน ก็จะรู้สึกอีกแบบหนึ่ง แคล้วคลาดก็จะรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เมตตาก็จะรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ฯลฯ แต่ผมจะไม่บอกว่า ถ้าปลายนิ้วชา หรือซ่า หรือเย็น ฯลฯ จะมีพุทธคุณในด้านใด เพราะจะทำให้เกิดอุปทาน แก่ผู้ที่นำไปทดลอง จิตใคร ก็จิตมันครับ เช่นบางท่าน วัดพลังกันที่หลักร้อยเมตร บางท่านก็วัดพลังกันที่หลักสิบเมตร ผมเองได้อ่านเจอในนิตยสาร ล. ซึ่งมีการพูดถึงการใช้พลังชี่กง ในการรักษาโรค ผมเองก็เคยสัมผัสพลังที่ผู้เขียน ส่งมาให้ทางโทรศัพท์ (จาก กรุงเทพฯ มา เชียงใหม่) ผมได้อ่านเจอข้อความหนึ่งในการฝึกคือการใช้ฝ่ามือสองข้างหันเข้าหากัน แล้วค่อย ๆ ดึงเข้า ออก ช้าๆ
จะเกิดความรู้สึกว่า มือทั้งสองมีแรงดูดเข้าหากัน หลังจากผมได้ทดลองแล้ว รู้สึกว่าเป็นผลังดันมือออกจากกันแหะ ไม่เห็นดูดเลย (ก็บอกแล้วไงครับ จิตใครก็จิตมัน) เหมือนเอาแม่เหล็กแท่งเดียวกันแต่หักออก แล้วเอามาต่อกันใหม่ครับ จะเกิดการดันกันขึ้นครับจากนั้น ก็ได้หนังสือ สุขภาพแข็งแรงด้วยวิชา ชี่กง ที่แจกฟรีในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ทางจิต ที่ผ่านมาในกระบวนท่ายืนอรหันต์ขจัดโรคและเสริมสุขภาพ จะอธิบายถึงท่าดึงพลังอยู่ด้วย โดยการใช้ฝ่ามือดันเข้าหากัน และดึงออกจากกัน เมื่อฝึกบ่อย ๆ นิ้วมือและฝ่ามือจะมีพลัง และมีกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมเองได้ทดลองทำบ่อย ๆ จนสามารถกำหนดพลังที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ามือ ให้เป็นลูกกลม ๆ เหมือลูกฟุตบอลได้และสามารถทำได้เร็วขึ้น จากนั้นเมื่อคุ้นเคยกับพลังบนฝ่ามือแล้ว เมื่อเรานำฝ่ามือไปอยู่เหนือวัตถุมงคลก็จะสามารถรับพลังของวัตถุมงคลนั้นได้ ว่ามีพุทธคุณในด้านใดครับ

2.การวัดว่าพลังของวัตถุมงคลมีรัศมีกี่เมตร

อันนี้ ผมใช้ดาวแม่เนื้อหอม เป็นเกณฑ์ในการวัด ซึ่งได้ให้ ท่านตาที่สามตรวจสอบ ได้พลังสี่ร้อยกว่าเมตร ผมปัดเศษไปห้าร้อยเมตรแล้วกัน ระยะระหว่างที่เกิดแรงดันดาวแม่เนื้อหอม จนถึงฝ่ามือผมวัดได้ห้านิ้ว ผมก็เอาเป็นเกณฑ์ว่า 1 นิ้ว คือ 100 เมตร เช่น เอาฝ่ามือไปลอยอยู่เหนือวัตถุมงคล ถ้ามีแรงดันที่สัมผัสได้ชัดเจน กดไม่ลง มีระยะห่าง 2 นิ้ว ก์คือ วัตถุมงคลนั้น ๆ มีรัศมี 200 เมตรนั้นเอง

3. การดูรังสีออร่า

อันนี้ได้มาแบบฟลุ๊คครับ จากการที่ผมได้ไปงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ทางจิตที่ผ่านมาผมได้หินฑิเบตมาจำนวน หนึ่ง มาลองจับพลังแล้วปรากฏว่าจับพลังไม่ได้เลย จนผมต้องหาที่สงบ ๆเปิดโคมไฟอ่านหนังสือ ส่องมายังหินฑิเบต เมื่อตั้งจิตที่เป็นสมาธิ แล้วใช้ฝ่ามือตรวจ ก็รับพลังได้แรงพอสมควรแต่ต้องใช้สมาธิมากหน่อย จากการที่เพ่งหินฑิเบตนาน จึงเคืองตา ผมเลยหลับตา ปรากฏว่า เกิดภาพหินฑิเบตในขณะที่ผมหลับตา แล้วมีแสงสีเขียว และฟ้า ล้อมรอบ
หินฑิเบต ผมจึงลืมตาขึ้นพักสายตาสักครู่ แล้วเพ่ง และหลับตาใหม่ ก็ได้ภาพเหมือนเดิม เมื่อตรวจสอบสีที่ได้แล้ว ก็คือ เขียว = เมตตา มหานิยม และ
ฟ้า = ค้าขายโชคดี ถึงบ้างอ้อ ครับ ต้องใช้ไฟช่วยนี่เอง ถึงจะมองเห็น
แสงออร่า แต่สำหรับวัตถุมงคลที่เข้ากรอบแล้ว ผมมองไม่เห็นสีครับ
และได้ทดลอง เม็ดลูกประคำสมเด็จ ผมเห็นแสงสีขาว มีสีทองล้อมรอบ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ก์คือ ขาว = เป็นสีที่สมดุล มักพบในผู้ที่เจริญสมาธิอยู่เสมอ แสดงว่าผู้เสกได้มีสมาธิสมาบัติชั้นสูง ทอง = สีของพลังจักรวาล พลังแห่งทิพย์ชั้นสูง ผู้ที่มีสีนี้พบได้น้อยมากในปัจจุบัน
ที่เล่ามาก็ขอย้ำนะครับว่า เป็นการทดลองฉบับลูกทุ่ง ทำเอง เห็นผลเอง โปรดคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนนะครับ อย่าเพิ่งเชื่ออะไรง่าย ๆ
*********************************************
แถมครับ เป็นประสบการณ์การจับวัตถุมงคลของผม ขอนำมาเล่าเป็นบางส่วนแล้วกัน ผมได้นั่งสมาธิ นำมือซ้ายมาไว้ที่ตัก หงายฝ่ามือขึ้น มือขวาจับพระสมเด็จวัดพระแก้ว โดยใช้นิ้วชี้ กับนิ้วโป้งจับพระเครื่อง เพื่อจะรับกระแสที่นิ้ว
ว่าพลังพุทธคุณ จะออกมาในด้านใด ผมตั้งจิตเป็นสมาธิ ปรากฏว่าเมื่อขวาค่อยลอยขึ้นหมุนข้อศอกออกจากตัวไปข้างหน้าแล้วหมุนกลับ เอามือขวามาซ้อนมือซ้าย อ้าว ! เวรกรรมแล้วไหมละตั้งใจ จะจับพลังพระเครื่องจากฝ่ามือ แต่ไหงออกมาเป็นแนวนี้ เลยเกิดความคิดใหม่ นำเม็ดประคำสมเด็จโต
มาทดลองจับพลังด้วยท่านั่งสมาธิ ก็เกิดผลที่ได้รับเหมือนกันทุกประการ
คราวนี้ทดลองใหม่ นำพระสมเด็จหลวงพ่อขาว มาจับพลังด้วยท่านั่งสมาธิ
แต่คราวนี้มือขวาผมไม่หมุน แต่เกิดพลังที่ฝ่ามือที่จับพระแทน ผมเลยคิดเองว่า พระสมเด็จวัดพระแก้ว กับ เม็ดประคำสมเด็จโต ท่านที่ปลุกเสก อาจจะเป็นท่านเดียวกัน เพราะผลที่ได้ในการทดสอบเหมือนกัน และคลับคล้ายว่า ในหนังสือ ล. ก็เคยเขียนไว้ด้วยว่า ถ้าเป็นพระสมเด็จโตที่ท่านได้จัดสร้าง จะมีลักษณะ
วงแขนหมุนแบบที่ผมได้สัมผัสอยู่ อีกอย่างคงไม่ใช่อุปทานหรอกครับ เพราะคราวก่อนผมลองจับพลัง ตระกรุดมหายันต์คู่ในวิธีนี้ แต่ผลที่ได้คือ แขนผมชี้ไปบนฟ้าแทนครับ ไม่มีการหมุน แล้วไม่ยอมลงง่าย ๆ ถ้าเป็นอุปทานจริง ผลที่ได้ในครั้งหลัง ก็ต้องเหมือนในครั้งแรก คือมือชี้ฟ้าครับ แต่ผลที่ได้ออกมาต่างกัน คิดว่าคงเป็น เพราะพลังของวัตถุมงคลแน่นอน การใช้พลังของฝ่ามือ เมื่อผมใช้ฝ่ามือสองข้างจนคล่อง สามารถคลึงจนเกิดความรู้สึกบังคับให้เป็นลูกฟุตบอลได้แล้ว ผมเลยคิดแผลง ๆ ผลักพลังไปใส่จิ้งจก มันวิ่งหนีแล้วก็ร่วงลงมาครับ สงสัยคงสะดุดขาตัวเอง แล้วก็ร่วงมั่งครับ
การฝึกอำนาจทางจิต (ฝึกกับสุนัขที่บ้านครับ) บางครั้งก่อนลงจากบ้าน ผมจะเพ่งความรู้สึกที่ระหว่างคิ้ว ใส่ข้อมูลว่า ไอ้หมา เดี๋ยวกูลงไป กูจะเตะมึงทดลองฝึกบ่อย ๆเข้า พอลงไปข้างล่าง สุนัขเห็นตาผม ถึงกับวิ่งหนีไปหลบใต้โต๊ะเลย คราวนี้เปลี่ยนใหม่ ใส่ข้อมูลลงไปใหม่ว่ามานี่ ไอ้หมาเดี่ยวข้าจะพาเองไปเที่ยวนอกบ้านพอสุนัขเห็นตาผม มันกระโดดดีใจเลยที่จะได้ออกไปเที่ยวนอกบ้านทั้ง ๆ ที่การทดลองทั้งสองครั้ง ผมพยายามทำหน้าตาให้นิ่งที่สุด แต่ผลออกมากลับต่างกัน
ครับ ถือว่าเป็นสมาชิกด้วยกัน เลยเขียนมาให้อ่านเพื่อ คลายเครียด ขำ ขำ ครับ อย่าเพิ่งคิดว่าผมเป็นผู้วิเศษจากไหน ผมเองนั่งสมาธิไม่เกินสามนาที สติก็หลุดแล้ว แต่อาศัยทำบ่อย ๆ แล้วน้อมจิตพุ่งพลังไปวัตถุมงคลที่ผมสัมผัส อย่างเต็มที่ พลังก็จะออกมาเองครับ
  
ที่มา : เวปพลังจิต

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

9.สมเด็จโตกับพระกรุเจดีย์ทอง

เจดีย์ทองวัดพระแก้ว


พระสมเด็จแดงกวนอู องค์ที่ 1
พระสมเด็จแดงกวนอู องค์ที่ 2


พระสมเด็จแดงกวนอู องค์ที่ 3


 



พระกรุเจดีย์ทองที่ตั้งอยู่ในวัดพระแก้วมีจริงหรือไม่  เป็นประเด็นที่น่าศึกษา  แล้วถ้ามีจริงมีพระเครื่องประเภทไหนบรรจุอยู่
 และครูบาอาจารย์ท่านใดเป็นคนปลุกเสก 
สำหรับประวัติของเจดีย์ทองที่เกี่ยวพันกับพระเครื่องมีปรากฏในบันทึกของหลวงปู่คำ ได้มีการกล่าวถึงพระสมเด็จแดงกวนอู
(ว่านสบู่เลือด)  โดยพระพิมพ์นี้แจกทหารที่ไปรบกับพวกเงี้ยว ไม่แจกแก่ชาวบ้านทั่วไป ท่านสร้างตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นสมเด็จ โดยยังเป็นพระธรรมกิติโสภณ เมื่อ พ.ศ.2400 โดยนายจอน  วงศ์ช่างหล่อเป็นผู้แกะพิมพ์  พระที่เหลือจากแจกทหารท่านเจ้าพระยากลาโหมได้นำไปบรรจุลงในเจดีย์ทอง วัดพระแก้ว 
องค์แรก ภาพพระที่นำมาแสดงมาจากเวปหนึ่ง เจ้าของได้มาจากตาคนหนึ่งโดยบอกว่าพระของพ่อให้มา 
ตอนนั้นพ่อของตาเคยเป็นทหารที่ไปรบที่ภาคเหนือครับ

องค์ที่ 2 ภาพพระผมได้มาจากคุณลุงคนหนึ่งแถบย่านฝั่งธนบุรี เมื่อเกือบสิบกว่าปีก่อน ท่านบอกว่าเป็นพระวังหลวง

องค์ที่ 3 ได้มาจากคุณยายท่านหนึ่งแถวบ้านช่างหล่อ

เนื่องจากคนบรรจุพระในกรุเจดีย์ทองได้ล้มหายตายจากไปนานแล้ว สภาพพระของจริงเป็นอย่างไร เราท่านคงไม่ทราบ
ต้องอาศัยจากบันทึก หรือคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ตลอดจนสังเกตสภาพความเก่าของพระดังกล่าว
ทำให้น่าคิดว่าถ้ามีพระบรรจุที่เจดีย์ทองแล้ว บนเพดานโบสถ์วัดพระแก้วจะไม่มีพระบรรจุอยู่เชียวหรือ 

8.กำลังใจในการสร้างวัตถุมงคล


ถาม : ..................

ตอบ : อานุภาพของพระขึ้นอยู่กับคนทำ สมัยก่อนครูบาอาจารย์ ที่สอนสืบๆ กันมาตามสายของบูรพาจารย์แต่ละสายจะมีความสามารถที่ต่างกันไป ยกตัวอย่างของเมืองกาญจน์ กาญจนบุรีช่วงที่ผ่านมาเขาบอกว่า อยากเจ้าชู้ให้ไปวัดเหนือ อยากเป็นเสือให้ไปวัดใต้ วัดเหนือคือวัดเทวสังฆาราม วัดเทวสังฆารามนี่เขาถนัดทางเมตตามหานิยม ส่วนทางด้านวัดใต้คือวัดไชยชุมพลชนะสงคราม เขาถนัดในทางคงกระพันชาตรี

คราวนี้ตามสายครูบาอาจารย์ที่สืบๆ กันมาแล้วส่วนใหญ่ ก็เป็นเพราะว่าใช้กำลังใจกำลังสมาธิของตัวเองทำ ในเมื่อคนที่นิยมเหมือนกันกำลังใจกำลังสมาธิไปแบบเดียวกัน ถึงเวลาทำมันก็จะออกมาแบบเดียวกัน มันก็เลยมีผลต่างกันไป แต่ว่า จะ มีบางประเภทที่ท่านรู้จริงแล้วจะไม่ใช้กำลังของตัวเอง แต่ว่าถึงเวลาแล้วจะอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าท่านสงเคราะห์ให้ ถ้าประเภทนี้นี่ได้ทุกทาง ทำยังไงก็ได้ แต่ว่าถ้าหากเป็นไปตามสำนักตามรูปแบบที่เขาสืบทอดกันมาแต่โบราณๆ ส่วนใหญ่เขาลุยเดี่ยวกัน ที่เขาเรียกว่า นั่งปรกคนเดียวปลุกเสกเดี่ยวอะไรกันประเภทนั้นน่ะ คือว่ามันก็จะมีอานุภาพไปตามที่ตัวเองศึกษามา

คราวนี้แต่ละอย่างในเมื่อไม่เหมือนกัน แขวนหลายๆ องค์ มันก็เผื่อเหนียวไว้ได้ล่ะนะ ประกันความเสี่ยง วันนี้จะไปจีบสาวก็ขอองค์ขุนแผนช่วยหน่อย วันนี้จะไปตีกับชาวบ้านเขาก็อาจจะเล่นโน่น... ยอดธงหรือ พระมเหศวรเศียรกลับ อะไร ทำนองนั้น คราวนี้พระหลายๆ องค์ บางคนบอกว่าบางทีท่านทะเลาะกันก็เลยไม่ช่วยเรา ไอ้นั่นมันเอากิเลสชาวบ้านไปปนกับพระได้ยังไงก็ไม่รู้ ตัวเองไม่ค่อยสามัคคีกับคนอื่นเขาก็เลยพลอยคิดว่า คนอื่นก็อาจมีนิสัยเหมือนกับตัว สรุปรวมกระทั่งพระเจ้าก็จะให้มีนิสัยเหมือนกับตัว ก็เลยแปลว่าหลายๆ องค์อาจจะทะเลาะกัน นั่นเป็นความคิดของเขานะ ไม่ใช่เรื่องจริง

แต่ ด้วยอานุภาพของพระที่ต่างๆ กันไป มันเนื่องจากว่าท่านที่ทำท่านถนัดแบบไหน หรือต้องการให้เด่นไปทางไหนก็จะกำหนดใจให้เป็นไปตามด้านนั้น ถ้าอานุภาพของพระด้วยกันทั้งหมดแล้ว ด้านเมตตามหานิยมทำยากที่สุด เพราะว่าตัวเมตตาต้องออกมาจากใจของคนทำจริงๆ ถึงจะมีผล คราวนี้ว่าถ้าหากว่าใช้ในลักษณะแบบที่เรียกว่าไสยศาสตร์มันมีผล มันไม่นาน แต่ว่าถ้าหากว่าจะเอาในลักษณะได้ผลนานเลยจริงๆ ต้องเป็นเมตตาที่เกิดจากกำลังใจของตัวเองเข้าถึง ในเมื่อกำลังใจของตัวเองเข้าถึงจุดนั้น อธิษฐานให้เป็นอย่างนั้นมันก็เป็นไปได้ ถ้าถามว่าอันไหนทำยากที่สุด ขอยืนยันว่าตัวเมตตาทำยากที่สุด ต้องเป็นกำลังใจแท้ๆ ของเรา

ถาม: กำลังใจแท้ๆ ของเรานี่หมายถึงคนทำหรือคะ ?

ตอบ: คนทำ คนที่ปลุกเสก ถ้า หากว่ากำลังใจท่านประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เต็มเปี่ยมจริง ๆ ละก็ ต่อให้ไม่ตั้งใจให้เป็นเมตตามหานิยมมันก็เป็น บุคคลที่ละรัก โลภ โกรธ หลงได้ แล้วไปไหนมีเสน่ห์ทั้งนั้น ในเมื่อไปไหนมีเสน่ห์อยู่แล้ว อย่างพระพุทธเจ้าเสด็จไปไหนมีแต่คนรัก มีแต่คนกราบไหว้บูชาเป็นปกติ ก็ไม่เห็นจะต้องไปตั้งหน้าตั้งตาทำอะไร มันเป็นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ถาม: งั้นพระที่ไม่ได้รับการปลุกเสกล่ะคะ ?

ตอบ: ถ้าหากว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้าจะมีเทวดารักษาอยู่แล้ว เพียง แต่ไม่จำเพาะเจาะจงเหมือนกับสาธารณะสมบัติ ตู้โทรศัพท์หนึ่งตู้สมบัติของคนทั้งประเทศพักเดียวพังใช่มั้ยล่ะ แต่พระที่ผ่านการปลุกเสกนี่ถ้าหากว่าตามแบบที่หลวงพ่อท่านสอนมา ถึงเวลาจะอัญเชิญบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหมเทวดาช่วยสงเคราะห์

คราวนี้ถึงเวลา ท้าวสหัมสบดีพรหม ที่เป็นใหญ่เหนือพรหมทั้งหลายกับ พระอินทร์ที่ เป็นใหญ่เหนือเทวดาทั้งหลาย ก็จะมารับคำสั่งจากพระว่า วัตถุมงคลแต่ละชิ้นจะจัดสรรปันส่วนให้เทวดาองค์ไหนรับผิดชอบส่วนนั้นไป เทวดาแต่ละองค์อายุอย่างต่ำๆ ก็เป็นร้อยปีทิพย์ คราวนี้ร้อยปีทิพย์ของท่านนี้ต่ำสุดของท่านนี่วันหนึ่งเท่ากับ ๕๐ ปีมนุษย์ เอา ๕๐ ปีคูณ ๓๐ คูณ ๑๒ คูณ ๑๐๐ นับตัวเลขยากจัง อายุ ท่านยืนยาวขนาดนั้น เลยกลายเป็นว่าเมื่อดูแลวัตถุมงคลชิ้นนั้น เลยมีอานุภาพที่ขลังและยาวนาน สามารถที่จะให้ผลในด้านต่างๆ ที่ผู้ติดตัวไว้ตั้งใจอธิษฐานหรืออาราธนาขอ

เมื่อทำดังนั้นแล้ว สิ่งที่พระหรือพรหมหรือเทวดา ท่านสงเคราะห์จำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานทางจิตใจของเรามากที่สุด ถ้าหากว่ากำลังใจของเราดีเป็นผู้มีศีลมีธรรมเป็นปกติอยู่แล้ว ตั้งใจอาราธนานึกถึงด้วยความเคารพ ก็เหมือนกับว่าเราเปิดเครื่องรับ พระเครื่องเป็นเครื่องส่ง เครื่องส่งๆ กำลังเต็มที่เป็นปกติอยู่แล้ว สำคัญตรงเครื่องรับว่ารับได้แค่ไหน ? ก็เลยกลายเป็นว่าพระรุ่นเดียวกัน บางคนเอาไปใช้ โอ๊ย อยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่เข้า ฟันไม่เข้า แต่บางคนเอาไปใช้โดนเขาจ้วงมาเลือดโชกไปเลย มันขึ้นกับกำลังใจของคนรับว่าเปิดรับได้แค่ไหน

หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ท่านเคยเปรียบเทียบว่า ถ้ากำลังใจสูงสุดปืนยิงไม่ออก ท่านเรียกว่า มหาอุตม์ ถ้าต่ำลงมาหน่อยหนึ่งยิงออกไม่ถูก เขาเรียกว่า แคล้วคลาด ต่ำลงมาอีกหน่อยหนึ่งยิงถูกไม่เข้านี่คงกระพัน ยิงถูกไม่เข้านี่ห่วยแตกแล้วนะ ต่ำลงมาอีกยิงเข้าไม่ตาย คือผ่อนจากหนักเป็นเบา เคราะห์หนักก็เป็นเคราะห์เบาได้ ข้อสุดท้ายเฮงซวยหน่อยถึงตายก็ยังไปสวรรค์เพราะจิตเกาะพระอยู่ ก็เลยแบ่งออกเป็นระดับๆ อย่างนี้ ขึ้นกับเราเอง




สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมิถุนายน ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ