วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

4.พระปิดทองร่องชาด


พระสมเด็จวัดพระแก้วปิดทองร่องชาด   คาดว่าน่าจะจัดสร้างโดยวังหลวง  สร้างปีไหนไม่ทราบได้ แต่คาดว่าน่าจะสร้างสมัย ร. 4 ข้างหลังพระจะมีพระลัญจกรหลายแบบและไม่มีพระลัญจกร
สำหรับเนื้อพระที่ปิดข้างใน จะเป็นเนื้อพระหลายแบบ เช่น พระเนื้อสีขาว เนื้อเบญจรงค์ ตลอดจนสีศิริมงคลต่าง ๆ  บางองค์มีการระบุ รศ.   เช่น รศ.๔  (สร้างเพื่อระลึกถึงคราวสงครามเก้าทัพที่พม่ายกมาบุกไทย  ช่วงนั้นพระแบบนี้ยังไม่มีการจัดสร้างและบ้านเมืองอยู่ในสงคราม)











































3.ความสัมพันธ์ระหว่างกรมพระราชวังบวรกับหลวงปู่เทพโลกอุดร

หลวงปู่เทพโลกอุดร


กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ

ตำนาน หลวงปู่เทพโลกอุดร
ทำไมต้องชื่อ " เทพโลกอุดร "
เรื่องที่จะเล่าต่อไปยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งหาข้อยุติกันไม่ได้
กล่าวคือยังมีการถกเถียงกันถึงตัวตนอันแท้จริงของศิษย์หลวงปู่ เทพโลกอุดรท่านนี้
แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลที่พอจะสรุปร่วมกันได้ก็คือ
ทุกฝ่ายต่างลงความเห็นร่วมกันว่าเป็นศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดร
ผู้มีเชื้อสายพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มีพระศักดิ์เป็น "กรมพระราชวังบวร" ทรงดำรงตำแหน่ง
วังหน้า ในรัชกาลที่ 3 หรือในรัชการที่ 5 (มีหลักฐานจากการสร้างพระวังหน้าจำนวนมาก)แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่สำหรับตัวตนจริงของกรมวังหน้าพระองค์นี้ยังเป็นการถกเถียงกัน  ตามประวัติเล่าว่าสมเด็จวังหน้าองค์นี้ทรงเป็นที่เกรงขามของบรรดาข้าราชบริพารยิ่งนึกและพระองค์มีลักษณะที่แตกต่างไปจากบุคคลทั่วไปอย่างหนึ่ง คือ พระองค์มีพระชิวหาดำ ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์โปรดการปลูกว่านสุมไพรต่างๆและทรงโปรดการชิมรสว่านต่าง ๆ
ด้วยพระลักษณะเฉพาะตัวนั้น จึงได้มีการขนานพระนามพระองค์ว่า :องค์ลิ้นดำ:
สมเด็จวังหน้าพระองค์นี้ นอกจากจะสนใจในเรื่องการปลูกว่านสมุนไพรต่าง ๆ
แล้วพระองค์ยังทรงสนพระทัยในเรื่องวิชา คาถา อาคม ไสยศาสตร์ ( สรุปเลยนะครับ
พระองค์ท่านก็ได้เรียนกับครูต่าง ๆ ที่ว่าเก่งก็แล้ว เรียนไปหมด แต่ท่านก็ยังไม่พอใจ เพราะว่ามีแค่
เสกน้ำมนต์ แล้วก็ไล่ผี ท่านเลยได้ตั้งปณิธานว่า ) ครั้นตัดสินพระทัยได้เช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงจุดธูป 9 ดอก แล้วทรงตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าถ้าไม่เจออาจารย์ที่จะสอนวิชาที่พระองค์ท่านต้องการได้จะไม่กลับมาวัง ขอให้เทพยาดาฟ้าดินได้โปรดเห็นพระทัยในความตั้งใจจริง ชี้ทางให้ไปพบกับอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญได้ ครั้นทรงอธิษฐานเสร็จแล้ว สมเด็จวังหน้าพระองค์นี้ ก็ทรงแต่งกายอย่างสามัญชน และได้เสด็จหายไปจากพระราชวัง จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านหนึ่ง
(ไม่ปรากฏชื่อและวันเดือนปี ) สมเด็จวังหน้าก็ได้เข้าไปขอน้ำจากชาวบ้านมาดื่มและล้างพระพักตร์
ครั้นพอรู้สึกชุ่มชื่นดีแล้ว ก็ได้ถอยออกมานั่งพักอยู่ใต้ร่มเงาไม้ไหญ่ แห่งหนึ่ง

ครานั้นตะวันเริ่มรอนแล้ว สมเด็จวังหน้าทอดพระเนตรไปข้างหน้าก็พลันเห็นพระธุดงค์รูปหนึ่งปักกลดพักอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่งซึ่งห่างจากที่พระองค์นั่งพักอยู่ไม่เท่าไร ครั้นเห็นเช่นนั้นสมเด็จวังหน้า ก็ทรงดำริว่า :ชะรอยเทวดาฟ้าดินคงจะเห็นใจเราแล้ว  พระธุดงค์รูปนั้นอาจจะเป็นอาจารย์ที่เรากำลังตามหาอยู่ก็ได้: ครั้นดำริเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จเข้าไปใกล้ที่พระธุดงค์รูปนั้น นั่งทำสมาธิอยู่
ไปถึงใกล้ ๆ ก็สังเกตเห็นความแปลกประหลาดของพระธุดงค์รูปดังกล่าว คือ
พระธุดงค์ที่ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าสมเด็จวังหน้าขณะนั้น ดูจากหน้าตาและรูปร่างเห็นว่าท่านยังเยาว์วัย
ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ ผิวพรรณผุดผ่องดี อย่างผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ แต่ว่าบนศีรษะกลับมีหงอกขาวโพลนเต็ม
สมเด็จวังหน้าทรงเห็นดังนั้น ก็ให้นึกแปลกพระทัยและก็เริ่มศรัทธาในรูปลักษณ์ของพระธุดงค์รูปนั้น
พระองค์จึงนั่งลงนมัสการ ขณะนั้นพระธุดงค์ผุ้มีหน้าตาและร่างกายหนุ่ม แต่มีศีรษะขาวโพลนกำลังนั่งสมาธิ หลับตานิ่ง แต่ว่าท่านรู้ว่ามีคนมาก้มอยู่เบื้องหน้าจึงได้ถามออกมาว่า " คุณโยมจะไปไหน"
บัดนั้นสมเด็จวังหน้าจึงได้เล่าความเป็นมาของพระองค์ให้พระธุดงค์รูปนั้นทราบอย่างละเอียด
แล้วได้บอกถึงวัตถุประสงค์ในการเสด็จออกจากวังครั้งนี้ให้ท่านทราบด้วย
พระธุดงค์นั้นไม่กล่าวกระไร แต่เมื่อสมเด็จวังหน้าได้เรียนถามปัญหาต่าง ๆ ท่านก็ตอบได้ถูกต้องทุกคำถาม และตอบอย่างมีเหตุผล ชัดเจนอย่างผู้รู้จริง ซ้ำยังได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้สมเด็จวังหน้าได้ประจักษ์เช่น ชี้กิ่งไม้กลายเป็นงูเป็นต้น สมเด็จวังหน้าได้เห็นเช่นนั้น ก็ประจักษ์พระทัยทันทีว่า พระธุดงค์รูปนี้ไม่ใช่ธรรมดา ท่านทรงความรู้เหนือกว่าบรรดาครูต่าง ๆ ที่พระองค์เคยเรียนมาเป็นแน่
จึงก้มกราบแทบเท้าพระธุดงค์แล้วกล่าวขอฝากตัวเป็นศิษย์ พระธุดงค์รูปนั้นก็ไม่ขัดศรัทธา
สมเด็จวังหน้าจึงได้อยู่ศึกษาวิชาความรู้ตามที่พระองค์ต้องการกับพระธุดงค์ผุ้มีความแปลกในตัวนั้นตั้งแต่บัดนั้น เล่ากันว่าวิชาแรกที่อาจารย์พระธุดงค์รูปนั้นสอนแก่สมเด็จวังหน้า ก็คือวิชานะหน้าทอง
วิชานะหน้าทองนี้ ก็คือการใช้แผ่นทองฝังลงในร่างกายของคน ส่วนใหญ่จะใช้บริเวณหน้าผาก
การฝังนั้นก็จะฝั่งด้วยพลังจิต พระธุดงค์ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้ถวายการสอนโดยการใช้ทองฝังเข้าไปในร่างกายโดยการใช้พลังจิตและพระอาจารย์รูปนี้ไม่ใช่เพียงแต่สอนให้ลงนะหน้าทองโดยการฝังทองเข้าไปในหน้าผากเท่านั้นท่านยังปฏิบัติให้เป็นประจักษ์ถึงความสามารถที่พิสดารออกไป เช่น ส่งทองให้หายไปในอากาศแล้วไปติดอยู่ตามต้นไม้หรือที่ต่าง ๆได้ สมเด็จวังหน้าทรงตั้งพระทัยศึกษาวิชานี้เป็นอย่างดี แต่วิชานี้ก็ไม่ใช่เรียนกันง่ายกว่าจะสำเร็จก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร อาจารย์พระธุดงค์สอนวิธีต่าง ๆ ให้แล้วก็สั่งสมเด็จวังหน้าตั้งใจฝึกฝน ส่วนตัวท่านถอดกลดท่องธุดงค์ต่อไป
แต่ก่อนจากกัน ท่านได้นัดแนะสมเด็จวังหน้า ผู้เป็นศิษย์ไว้ว่าคราวต่อไปจะได้ไปพบกันที่ไหนอีก
ครั้นอาจารย์พระธุดงค์จากไปแล้ว สมเด็จวังหน้าก็ตั้งพระทัยฝึกวิชาลงนะหน้าทองนั้นต่อไป
จนชำนาญดีแล้วครั้นเมื่อถึงหมายกำหนดที่อาจารย์พระธุดงค์นัดให้ไปเจอ พระองค์ก็เดินทางไปตามที่นัดหมาย เล่ากันว่าเรียนการสอนของศิษย์อาจารย์คู่นี้ ค่อนข้างจะแปลกพิสดารไปจาการสอนของครูอาจารย์คนอื่น ๆ คือจะสอนจะเรียนกันเป็นระยะ ๆ และต่างวิชาต่างสถานที่กันไป บางทีก็ต้องเดินทางไปสอนไปเรียนกันไกล ๆ และส่วนใหญ่จะอยู่ตามป่าเขาลำเนาถ้ำ บางคราวถึงกับเดินทางไปสอนไปเรียนกันถึงต่างประเทศ เช่น ประเทศลาว พม่า เป็นต้น แต่สมเด็จวังหน้าพระองค์นั้น ก็ทรงทรหด ดั้นด้นติดตามไปหาไปพบพระอาจารย์ตามที่นัดหมายได้ทุกครั้ง เสด็จวังหน้าพระองค์ทรงศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ต่าง ๆ จากอาจารย์พระธุดงค์รูปนี้อยู่นาน จนชำนาญในหลายแขนงวิชา เพราะว่าพระอาจารย์ธุดงค์รูปนี้ ไม่ใช่เพียงสอนวิชาคาถาอาคมเท่านั้น ท่านยังสอนวิชาอื่น ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะวิชาในพระพุทธศาสนา เช่นการนั่งสมาธิทำวิปัสสนากรรมฐานเพราะท่านพูดกับศิษย์ว่า การนั่งสมาธินั้นจะช่วยให้จำวิชาต่าง ๆได้ดีขึ้น และสามารถนำมาประกอบใช้กับวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ ได้ดี
สมเด็จวังหน้าทรงปฏิบัติตามทุกอย่าง ครั้นศึกษาวิชาคาถาอาคม และการทำสมาธิ ทำกรรมฐานเพียงพอแล้ว   วันหนึ่งอาจารย์ธุดงค์ก็ได้บอกกับสมเด็จวังหน้าผู้เป็นศิษย์ว่า
" ถึงเวลาที่เราควรจากกันแล้ว ตอนนี้วังหน้าก็เรียนวิชาสำเร็จทุกอย่างแล้ว และอาตมาภาพขอยืนยันว่า
บัดนี้ถือได้ว่า วังหน้าได้เป็นหนึ่งในแผ่นดินสมความปรารถนาแล้ว  ก่อนจากกันครั้งหนึ่งสมเด็จวังหน้าได้ถามอาจารย์พระธุดงค์ว่า " หลวงพ่อชื่ออะไร "
ทั้งนี้ก็เพราะว่า ถึงแม้จะได้เป็นศิษย์อาจารย์กันมาหลายปีแล้ว
สมเด็จวังหน้าไม่เคยได้ทราบชื่อของอาจารย์พระธุดงค์รูปนั้นเลย พระองค์ได้แต่เรียกพระอาจารย์ว่า
"หลวงพ่อ ๆ " ส่วนอาจารย์พระธุดงค์รูปนั้นก็เรียกสมเด็จวังหน้าว่า " วังหน้าเฉย ๆ "
เมื่อสมเด็จวังหน้าได้ทรงถามเช่นนั้น อาจารย์พระธุดงค์รูปนั้น ก็ยังไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม
ได้แต่อธิบายสมเด็จวังหน้า ให้เห็นถึงความไม่จำเป็นของชื่อเสียงเรียงนาม
และยังได้ยบอกกับสมเด็จวังหน้าผู้เป็นศิษย์ว่า
" วังหน้าจะเรียกหลวงพ่อว่าอย่างไร หลวงพ่อก็ชื่ออย่างนั้นล่ะ "
เมื่อถามถึงอายุ อาจารย์พระธุดงค์ก็ตอบว่า " อายุเท่าไรจำไม่ได้แล้ว เพราะมันนานเหลือเกินแล้ว
ปู่ของวังหน้า ถ้ายังมีชีวิตอยู่อายุสักประมาณเท่าไรได้แล้วล่ะ "
สมเด็จวังหน้าตอบว่า " ร้อยกว่าปีแล้ว "
อาจารย์พระธุดงค์ตอบว่า " ถ้าอย่างนั้น
วังหน้าก็เอาอายุของปู่สักร้อยพระองค์มาบวกกันก็ยังไม่ได้เท่าอายุของหลวงพ่อ "
ด้วยเหตุนี้ สมเด็จวังหน้าจึงไม่สามารถจะทราบได้ว่าพระอาจารย์ของพระองค์ชื่ออะไร
พระองค์จึงทรงดำริจะตั้งชื่อพระอาจารย์ลึกลับมหัศจรรย์รูปนั้นขึ้นมาเอง
พระองค์ทรงใคร่ครวญหาชื่อ เพื่อจะตึ้งให้เหมาะกับพฤติกรรมของพระอาจารย์รูปนี้
ในที่สุดก็ตัดสินพระทัยขออนุญาตเรียกชื่อ พระอาจารย์รูปนั้นว่า "เทพโลกอุดร "
เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า พระองค์ไปไหนมาไหนรวดเร็ว ดังปรารถนาเหมือนเทพเจ้า และทรงฤทธิอภิญญาเหนือโลก อาจารย์พระธุดงค์ก็ไม่ว่าอะไร ได้แต่ยิ้ม ๆ
ตั้งแต่บัดนั้นมา พระธุดงค์ ผู้มีความพิสดารในรูปร่างลักษณะรูปนี้จึงได้ชื่ว่า "เทพโลกอุดร "
แต่ในต่อมาไม่ทราบว่าใคร ได้ไปต่อนามให้ท่านว่า " พระครูโลกเทพอุดร "
ตามประวัติที่พอสืบหาได้ก็เห็นว่า ท่านมีนามว่า " หลวงปู่โลกเทพอุดร " เท่านั้นไม่มีคำว่า
" พระครู " นำหน้า     นอกจากนั้นมีบางท่านกล่าวว่า พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ (ตำแหน่งก่อนเป็นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) มีความสนพระทัยในพระวิปัสสนากรมฐานตั้งแต่เยาว์วัย ได้ทรงออกจากวังในแต่ละคราวประมาณ 20 วัน เพื่อไปศึกษาวิชากับหลวงปู่เทพโลกอุดร  แลเมื่อถึงคราวสร้างพระจึงได้อาราธนาท่านมาร่วมปลุกเสกพระ   ซึ่งพระที่ปลุกเสกนั้นมีจำนวนมาก เช่น พระปิดตาลอยองค์ พระปิดตาธรรมจักร(พระปิดตาจันทร์ลอยหรือพระปิดตางบน้ำอ้อย) พระสีวลี พระสังกัจจายน์ และพระสมเด็จ(รวมถึงพระสมเด็จเจ้าคุณกรมท่า  เป็นต้น

ตัวอย่างพระวังหน้าที่หลวงปู่เทพโลกอุดรปลุกเสก 















พระคาถาบูชาบรมครูพระเทพโลกอุดร


นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

โย อะริโย มะหาเถโร อะระหัง อภิญญาธะโร
ปะฏิสัมภิทัปปัตโต เตวิชโช พุทธะสาวะโก
พะหู เมตตาทิวาสะโน มะหาเถรานุสาสะโก
อะมะตัญเญวะ สุชีวะติ อะภินันที คุหาวะนัง
โส โลกุตตะโร นาโม อัมเหหิ อะภิปูชิโต
อิธะ ฐานูปะมาคัมมะ กุสะเล โน นิโยชะเย

ปุตตะเมวะ ปิยัง เทสิ มัคคะผะลัง วะ เทสสะติ
ปะระมะสารีริกะธาตุ วะชิรัญจาปิวานิตัง
โส โลเก จะ อุปปันโน เอเกเนวะ หิตังกะโร
อะยัง โน โข ปุญญะลาโภ อัปปะมัตโต ภะเวตัพโพ
สาธุกันตัง อะนุกะริสสามะ ยัง วะเรนะ สุภาสิตัง
โลกุตตะโร จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต
โลกุตตะรังคุณัง เอตัง อะหัง วันทามิ ตัง สะทา
มะหาเถรา นุภาเวนะ สุขัง โสตถี ภะวันตุ เม

ฉบับย่อ
นะโม ๓ จบ

โลกุตตะโร จะ มะหาเถโร
อะหัง วันทามิ ตัง สะทา
เมตตาลาโภ นะโสมิยะ
อะหะพุทโธฯภาวนา ๓ จบ ๗ จบ หรือ ๙ จบ เช้า-เย็น ตื่นนอน และก่อนนอน


ธรรมะบางข้อของบรมครูพระเทพโลกอุดร

1. ธรรมะของท่านต้องเกิดจากการปฏิบัติเท่านั้น
2. ต้องมีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
3. อยากรู้ธรรมะ หรือคำสอนของท่านให้ดูจิตตนเอง
4. ให้รักผู้อื่นเหมือนที่รักตนเอง
5. ให้ทำตัวเหมือนน้ำ
- น้ำไปได้ทุกสถานที่ อยู่ในน้ำ ในอากาศ ในดิน

- น้ำอยู่ใต้ทุกสภาวะ เป็นไอน้ำ เป็นน้ำ เป็นน้ำแข็ง
- น้ำให้ความชุ่มชื้น สดชื่น แก้กระหาย น้ำให้ชีวิต และทำลายชีวิต
- น้ำให้ความเย็น ให้ความร้อน
- น้ำมีรูปร่างต่างๆ กันตามรูปร่างของภาชนะ
- น้ำใช้ล้างความสกปรกให้สะอาด

ฯลฯ






















วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

2.สมเด็จสัตตศิริ 
 คือพระสมเด็จที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นศิริมงคล  โดยสร้างพระให้มีสีตามวันทั้ง เจ็ดวัน  คือวันอาทิตย์สีแดง  วันจันทร์สีเหลือง  วันอังคารสีชมพู  วันพุธสีเขียว  วันพฤหัสสีส้ม  วันศุกร์สีฟ้า  วันเสาร์สีม่วง  เป็นลักษณะพระสีประจำวัน  แต่บางองค์จะทำองค์เดียวเจ็ดสีเลยก็มี  สมเด็จสัตตศิริสร้างที่วัดพระแก้ววังหน้า  กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญเอาผงสมเด็จจากวัดระฆังมาผสมในเนื้อสัตตศิริ  สร้างแจกพระประยูรญาติ และเจ้านายผู้ใหญ่ คนในวังหน้า  ส่วนที่เหลือได้นำไปบรรจุกรุเจดีย์ไว้ที่วัดพระแก้วและเพดานโบสถ์ทั้งของวังหน้าและวังหลวง  มีหลายพิมพ์ทรงตามพระวังหน้า  พิมพ์ที่นิยมคือพิมพ์พระแก้วมรกต  และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม

                                                 ตัวอย่างพระสมเด็จสัตตศิริ

















นอกจากพระสมเด็จสัตตศิริที่สร้างขึ้นโดยวังหน้า     ยังมีพระสมเด็จสัตตศิริที่คาดว่าน่าจะสร้างโดยวังหลวง  เนื่องจากมีรูปของรัชกาลที่ 5 อยู่ด้านหลังองค์พระ สำหรับปีที่สร้างไม่ทราบแน่ชัด

ตัวอย่างพระสมเด็จสัตตศิริของวังหลวง

พระที่นำมาแสดงให้ดูมีสีไม่ครบทุกสี  เนื่องจากปัจจุบันหายากแล้ว









































วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว(วังหน้า)


1. พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว (วังหน้า)

ประวัติที่มา
    ประวัติที่มาของพระสมเด็จกรุวัดพระแก้ววังหน้าพอรวบรวมมาได้ ดังนี้
๑. ได้มาจากบริเวณวังหน้า (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ)  มีการแตกกรุมาประมาณช่วงปี 2503 เนื่องจากเจดีย์เก่าในบริเวณวัดพระแก้ววังหน้า หรือวัดบวรสุทธาวาส ใกล้โรงละครแห่งชาติ  องค์หนึ่งได้เกิดชำรุดหักพังลงมา  ทำให้พระพิมพ์ไหลหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก  และนอกจากนั้นยังค้นพบบริเวณเพดานโบสถ์วัดบวรสุทธาวาส พระวังหน้าได้มีการสร้างมา ตั้งแต่สมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) และมีการสร้างจำนวนมากที่สุดในสมัยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ อุปราชองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์จักรี (ได้มีการสร้างพระมาตั้งแต่ดำรงราชอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศฯ )      ร่วมสร้างพระกับเจ้าคุณกรมท่า หรือ เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค)  พระวังหน้าส่วนใหญ่ข้างหลังจะเรียบ และมีบ้างบางองค์ที่ข้างหลังมีตราครุฑ กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทรงให้เจ้าฟ้าอิศราพงศ์และช่างของพระองค์แกะพิมพ์ถวายสมเด็จโตทำแจกพระประยูรญาติและเจ้านายผู้ใหญ่ ข้าราชบริภารในวังหน้า สมเด็จวังหน้ามีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์เช่น พิมพ์เทวดาทรงเครื่อง พิมพ์ซุ้มระฆัง พิมพ์กลีบบัว พิมพ์เศียรโล้น พิมพ์อุ้มบาตร พิมพ์ปิดตา พิมพ์ข้างเม็ด พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จโต บางพิมพ์ฝังอัญมณี มีจารึกไว้ข้างหลังและพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก พิมพ์นี้ค่อนข้างมาก มีการลงลักปิดทอง ปัจจุบันลักทองล่อนออกแล้ว พระพิมพ์ชุดนี้เป็นยุคกลางสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯพิมพ์จะสวยกว่าพิมพ์ชาวบ้าน ทำที่วังหน้าโดยเอาผงวิเศษมาทำแล้วให้ท่านปลุกเสกอีกครั้งก่อนแจก พระที่เหลือจากการแจกมีการบรรจุไว้ในเจดีย์วัดบวรสถานมงคล และเพดานโบสถ์ และนำไปบรรจุในเจดีย์ทองและเพดานโบสถ์วัดพระแก้ววังหลวง
๒. ได้มาจากวัดพระแก้ววังหลวง (หรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบัน) เช่น เพดานโบสถ์วัดพระแก้ว  กรุเจดีย์ทอง  เป็นต้น จากประวัติที่ทราบมามีการแตกกรุประมาณปี 2523 คนงานที่ไปซ่อมแซมวัดพระแก้วได้ลอบนำออกมาจำหน่ายแถวตลาดพระท่าพระจันทน์  และกระจายไปต่างจังหวัด 
 พระวัดพระแก้วมีที่มีจากหลากหลายที่ เช่น วังหน้า วังหลวง วังหลัง   เป็นต้น ได้มีการจัดสร้างหลายครั้งในวันสำคัญต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพิธีในสมัยรัชกาลที่ 5
๓. ได้มาจากมรดกทอด  เช่น พระที่มีการแจกในวัง หรือในพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ  ผู้ที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่  ข้าราชสำนัก ตลอดจนข้าราชบริพารฝ่ายนอกฝ่ายใน เป็นต้น
                 จำนวนของพระและจำนวนพิมพ์ของพระกรุวัดพระแก้ว(วังหน้า) ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด เนื่องจากไม่ได้มีการบันทึกไว้  แต่จากการสอบถามผู้ใหญ่พบว่ามีเป็นจำนวนมากเป็นจำนวนนับแสนองค์
      จากที่มาของพระดังกล่าวข้างต้น  สภาพของพระจึงแตกต่างกัน  บางองค์ถ้าเก็บไว้ในเจดีย์จะมีความเก่ามาก จะมีคราบกรุปรากฏให้เห็น เช่น
กรุเจดีย์ทอง   บางองค์อาจจะดูไม่เก่ามาก เช่น พระที่เก็บไว้ในหีบ เป็นต้น
ผมจะนำเสนอตัวอย่างพระเครื่องที่เก็บสะสมให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาพิจารณา

                                ตัวอย่างพระสมเด็จเบญจรงค์
           

พระสมเด็จเจ้าคุณกรมท่า(เบญจรงค์)
               เป็นพระสมเด็จที่สร้างจากเนื้อดินและสี ซึ่งนำมาทำเครื่องเบญจรงค์  พระพิมพ์นี้จะมีลายไม่ซ้ำซ้อนกัน รอยตะเข็บของสีจะไม่แทรกเข้าหากัน ความงามของแต่ละองค์จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือช่างแต่ละคน   สาเหตุที่เรียกพระเจ้าคุณกรมท่า เนื่องจากจัดสร้างโดยเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรมท่า สำหรับพระสมเด็จเจ้าคุณกรมท่ามีการจัดสร้างประมาณปี พ.ศ. 2411 โดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญกับเจ้าคุณกรมท่าจัดสร้างขึ้น มีการเชิญพระคณาจารย์ต่าง ๆ ตลอดจนสมเด็จพุฒาจารย์(โต) มาร่วมกันปลุกเสก 108 รูป ซึ่งถือว่าเป็นพิธีหลวง จากการตรวจสอบทางด้านพุทธคุณ จะเป็นด้านเมตตามหานิยม และทางโชคลาภ
พระปัญจสิริ หรือเบญจรงค์ เป็นพระที่มีสีหลายสีอยู่ในองค์เดียวกัน จะมีขนาดแตกต่างกันไปในแต่ละพิมพ์


พระพิมพ์เบญจรงค์ พิมพ์ฐานคู่



พระสมเด็จเบญจรงค์ พิมพ์เจดีย์




พระสมเด็จเบญจรงค์ พิมพ์ 7 ชั้น

พระสมเด็จเบญจรงค์ พิมพ์พระประธาน ฐานคู่




พระสมเด็จเบญจรงค์ พิมพ์พระประธานฐานคู่




พระสมเด็จเบญจรงค์  พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร


พระสมเด็จเบญจรงค์ พิมพ์ปรกโพธิ์



พระสมเด็จเบญจรงค์  พิมพ์โภคทรัพย์


พระสมเด็จเบญจรงค์  พิมพ์ขุนศึก(คล้ายสะพายดาบ)



พระสมเด็จเบญจรงค์ พิมพ์พระนั่งอยู่บนไก่


พระสมเด็จเบญจรงค์  พิมพ์ซุ้มกอ



นอกจากพระสมเด็จเบญจรงค์แล้ว ยังมีพระสมเด็จแบบอื่น ๆ ตามตัวอย่างข้างล่าง

พระสมเด็จพิมพ์เจดีย์ ลงชาดแดง

พระสมเด็จพิมพ์เจดีย์ ลงรักพม่า



พระสมเด็จพิมพ์พระประธานลงชาดและรักสมุกดำ


พระสมเด็จ พิมพ์พระแก้วมรกต ลงขาดและรักสมุกดำ


พระสมเด็จพิมพ์พระประธาน ลงรักพม่า




ความเห็นเกี่ยวกับพระกรุวัดพระแก้ววังหน้าโดยรวบรวมจากเวปอื่น ๆ มีที่น่าสนใจดังนี้


สมเด็จกรุวัดพระแก้วมีจริงครับ ขอการันตีด้วยหัวของข้าพเจ้า และต้องพูดออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้มาขายพระ หรือให้เช่าพระ แต่ออกมายืนยันอีกหนึ่งเสียง ว่ากรุวังหน้า และหลังคาโบสถ์วัดพระแก้วมีจริงๆแต่ของที่อยู่บนหลังคาวัดพระแก้ว ก็ไม่ใช่สมเด็จวัดพระแก้วอีกนั่นแหละ เพราะเขาเรียกกันว่าสมเด็จวัดระฆังครับ ปลุกเสกเริ่มแรกที่วัดระฆัง เพราะองค์สมเด็จพุฒาจารย์ท่านไม่สามารถรับนิมนต์ไปที่ใดได้อีกเนื่องจากสังขารท่านชราภาพมากแล้ว ก่อนจะย้ายวัตถุมงคลที่ใช้เสริมดวงชะตาให้รัชกาลที่ห้าเคลื่อนขบวนไปปลุกเสกอีกทีในสถานที่สำคัญแต่ละแห่งในสยาม จนมาสิ้นสุดในที่สุดท้ายคือวัดพระแก้วครับ ในวันเวลา 11 เดือน พฤศจิกายน ปี 2411 ซึ่งเท่าที่จำได้จากตำราเล่มหนึ่ง(เป็นของคุณปู่ผมเอง หากท่านยังอยู่คงอายุได้ 156 ปีพอดี)ซึ่งจะเป็น 11/11/11 และในเวลาที่พุทธาพิเสกรัชกาลที่ห้า 11.11น.ขึ้นไปยังบัลลังก์ฉัตรเถลิงราชย์
พระที่มีพลอยติดมากับพระ ถามว่าพลอยนำมาจากไหน ผมขอบอกเลยว่าพลอยจากจีนครับ สมัยนั้นเราติดต่อทำมาค้าขายกับจีน เป็นพลอยสำเภาไม่มีราคา(เคยเอาไปให้พวกร้านทองดู จะตีว่าหินสี) หลวงวิจารณ์เจียรนัยท่านเห็นสวยดี เลยสั่งให้ช่างสิบหมู่นำมาประดับและบางส่วนก็ไม่ได้ลงพลอยครับ ที่ผมเชื่ออย่างนั้น และหาข้อมูลเพิ่มเติมมิใช่สาเหตุใดหรอกครับ เพราะผมเพิ่งได้รับพระราชทานพระสมเด็จ(กรุวังหน้านี้)จากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพ(ที่ผมกล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะมันคือเรื่องจริง จึงไม่รู้ว่าจะกลัวความผิดอันใด ขอเสริมบางส่วนสร้าง ในปีใดไม่ทราบได้ ในช่วงการบูรณะวัดพระแก้วได้มีของพวกนี้หลุดออกมาจริงๆ ครับ ซึ่งขอบอกว่าองค์สมเด็จพระเทพท่านขอคืน เรียกเก็บจากคนงานที่ขโมยไป ซึ่งก็ได้กลับคืนมาบ้างไม่ได้บ้าง เพราะของพวกนี้องค์สมเด็จพระเทพท่านต้องการให้มันอยู่ในที่เดิม และประทานให้คนที่มีความดีมีความชอบ
------------------------------------------------------------------------------------------

ขออนุโมทนาด้วยกับผู้ที่มีความชื่นชอบและศรัทธาในพุทธคุณของพระสมเด็จวังหน้า (ชุดเบญจรงค์) ใครที่ไม่ได้เจอกับตัวเอง บางครั้งจะไม่รู้ว่า กฤษฎาอภินิหารในความศักดิ์สิทธิ์นั้น สุดยอดจริงๆ  มีเพือนผมคนหนึ่ง ห้อยสมเด็จวังหน้า ขับรถขึ้นดอย (อมก๋อย)  รถเกิดไหลลงเหวพลิกค่ำ แต่ไม่ไหลลงไปสู่พื้นล่างทั้งที่เขาสูงและลาดชันมาก (รอดตายปฏิหาริย์) สำหรับผม ห้อยรุ่นพิมพ์พิเศษ ทดสอบของโดยใช้ปืน 11มม.ยิงระยะสองเมตร ลูกปืนสะท้อนกลับเข้าใต้ราวนม (ระดับหัวใจ)  ลูกปืนไม่สามารถระคายผิวได้ ทั้งที่ เจ็บน่าดู (ไม่เข้า)

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ผม มีอยู่หนึ่งองค์เป็นพิมพ์ไกเซอร์ ได้รับมาจากลุงแท้ๆของผมซึ่งท่านเป็นนายตำรวจหัวหน้าชุดจับกุมคนงานที่ ลักลอบนำพระออกจากวัดพระแก้ว ท่านได้เล่าถึงการตามยึดพระคืนโดยคำสั่งของพระเทพรัตนสุดา และนำออกมามอบให้กับผู้ร่วมสมทบทุนมูลนิธิของพระเจ้าอยู่หัว ในปี2524-2525 ท่านบอกว่าพระสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์วัดพระแก้วเหนือกว่า และหายากยิ่งกว่าสมเด็จวัดระฆัง
และบางขุนพรหม

-----------------------------------------------------------------------------------------------

พระที่สมเด็จโตได้สร้างไว้มีมากมายเหลือที่จะกล่าวอ้าง ท่านบวชเณรที่วัดอินทร์วิหาร ศีกษาบาลีจนแตกฉาน ท่านกดพิมพ์พระวัดพลับให้สังฆราชสุก ท่านธุดงค์ไปทั่วเพื่อศึกษาธรรมมะ ท่านธุดงค์ไปถึงวัดพิตเพียน (วัดกุฏีทอง)จังหวัดอยุธยา ได้พบอาจารย์คงซึ่งเก่งทางเวทมนต์คาถามาก จึงฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนค่อทางคาถาอาคม และเมื่ออาจารย์คงมรณะลงเป็นเวลาที่เณรโตได้ธุดงค์ไปถึงพอดี จึงได้สวดให้อาจารย์คงจนได้ฌาปากิจเรียบร้อย เห็นดินและมวลสารต่างๆนั้นมีมากมาย จึงได้ปรึกษาหารือกันและได้จัดทำพระเครื่องเป็นครั้งแรกของท่าน และได้บรรจุใว้ใต้องค์พระใหญ่ที่ท่านสร้างไว้ ท่านธุดงค์ผ่านไปวัดไหนเห็นวัดชำรุดทรุดโทรม ท่านก็จะช่วยบูรณะและสร้างพระบรรจุกรุไว้ให้ การสร้างแต่ละครั้งท่านจะสร้างไว้ถึง 84000 องค์ ที่อยุธยา อ่างทองนั้น ท่านสร้างไว้หลายวัด เหลือจากบรรจุท่านก็จะนำติดตัวกลับมาเก็บไว้ที่วัดอินทร์ที่ท่านพำนักอยู่ ส่วนวัดใหม่อมรตเด็มเป็นวัดร้าง ต่อมาได้มีการบูรณะจึงได้ไปขอให้สมเด็จโตสร้างพระไปบรรจุกรุหลายพิมพ์ จำนวน 84000 องค์ จนต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งไห้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง หลวงปู่ภูซึ่งสมเด็จโตไปธุดงค์แล้วถูกคอกัน ได้ชวนมาจำวัดที่วัดอินทร์และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดอินทร์ต่อ จนเมื่อสมเด็จโตมรณะภาพ หลวงปู่ภูที่วัดอินทร์ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก่อนท่านจะย้ายท่านก็เก็บพระทั้งหมดที่อยู่ในกุฏิเจ้าอาวาสบรรจุลงไว้ในกรุจนหมดสิ้น กรุที่บรรจุนั้นในปี พศ 2479 ก็ได้ถูกช่างซ่อมเจดีย์ขนไปจนเกือบหมด

----------------------------------------------------------------------------------------------


พ่อผมได้พระสมเด็จเบญจรงค์มาจากแถววัดราชนัดดาราวปี พ.ศ 2524 ก่อนที่ทางการจะสั่งเก็บพระผมก็ยังเอาไว้ห้อยบูชาอยู่  ถ้าคุณมีพระชุดนี้ก็เอาไว้บูชาเถิดครับระลึกถึงท่านท่านก็จะช่วยเอง หรือคุณอยากเป็นเหยื่อพวกเซียนพระที่บิดเบือนความจริงเพื่อที่จะขายพระดูหน้าพวกเซียนแต่ละคนซิว่ามันคนหรือโจรทำลาย......  พวกเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว บิดเบือนความจริงทางประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งที่เขาก็มีหลักฐานอ้างอิงประวัติศาสตร์ปี2411 ก็ยังจะบิดเบือนความจริง คอยแต่จะหาทางขายพระของตัวเองเวลาขายก็ขายกันเป็นทีมขายให้พวกคนมีเงินคอยหลอกแต่คนอื่นเขา  คนพวกนี้ไม่มีความจริงใจต่อศาสนาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวคอยแต่จะสร้างภาพ คอยปั่นราคาพระ คุณลองคิดดูถ้าพระชุดนี้มีจริงหลุดออกมาจากเจดีย์ทองจริงพระชุดนี้จะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ขนาดไหนหรือคุณอยากจะได้พระแท้ที่กำหนดโดยคนกลุ่มเดียวใช้แต่กล้องในการดู ทั้งที่ที่อื่นเขามีเครื่องมือในการพิศูจน์ถึงอายุของพระ ถ้าคุณจะห้อยพระไว้บูชาก็ควรจะละลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ห้อยเมื่อพระองค์นี้มีราคาแพง แล้วพุทธคุณที่ไหนเขาจะช่วยคุณแต่มันจะเป็นการฟ้องว่าจิตคุณต่ำขนาดไหน

--------------------------------------------------------------------------------------------------


สมเด็จกรุวัดพระแก้วมีจริงครับผมมีญาติเป็นช่างรับเหมาบอกว่าได้ไปทำที่วัดพระแก้วมาสมัยนั้นใส่ปิ่นโตข้าวออกมาตั้งหลายองค์และผมยังพบสมเด็จเบญจสิริที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซแถวบ้านเขาเล่าที่มาว่าได้มาอย่างไรแต่ผมไม่ค่อยสนใจพระมากนักเลยไม่ได้ใส่ใจฟังเขามีอยู่ 2 หรือ 3 องค์ผมจำไม่ค่อยได้แต่จำได้เขาเอามาให้ผมดูในตอนนั้นผมยังเรียนอยู่พระสวยมากๆ แต่ผมดูพระไม่เป็นและไม่ได้สนใจด้วยแต่ผมจำได้ว่าเขาบอกผมว่าไม่เคยให้ใครดูเลยเพิ่งให้ผมดูเป็นคนแรก...ลืมไปตอนนั้นรถมอเตอร์ไซของผมยางแตกต้องเปลี่ยนใหม่จูงมาตั้งไกลและก็ไม่เคยรู้จักกับเจ้าของนี้เลยมันก็แปลกเหมือนกันจนวันนี้ผมอายุ 39 ปีแล้วและก็ไม่รู้ว่าเขายังเก็บไว้อยู่หรือเปล่าและผมมาชอบเล่นพระตอนอายุ 21 ปีตอนผมบวชเพราะพระที่วัดเขาชอบเล่นพระกันแต่ผมก็ไม่ได้สนใจในพระกรุวัดพระแก้วเลยชอบแต่พระพิมพ์อื่นๆ จนบัจจุบันนี้อยู่ๆก็มีคนที่ชอบพระด้วยกันได้พระกรุวัดพระแก้วมาแลกเปลี่ยนกันกลับไปกลับมาแต่ไม่มีคนชอบแต่เป็นพระแท้ผมไปหาเขาเห็นเข้าแต่ไม่รู้จักคนที่มีก็ไม่รู้จักบอกแค่ว่าเป็นพระกรุได้จากช่างรับเหมาทำโบสถ์ที่พระนครศรีอยุธยาว่าเจออยู่บนช่อฟ้าหรือหลังคานี่แหละจากคนงานของเขา เขาเลยเช่ามาในราคา  1.500 บาทและก็นำมาปล่อยให้คนที่รู้จักกันที่เล่นพระและคนที่เล่นพระก็แลกกับพระของคนที่ผมมาหาไว้ แต่คนที่ผมมาหากลับชอบพระใหม่ที่ผมมีอยู่ชวนผมแลก ผมก็งงพระก็สวยตัวเองไม่ชอบแต่ดันแลกกับเขาไว้ ผมเห็นเป็นพระกรุผมก็เลยแลกไว้เลย และก็เก็บไว้ที่บ้านเฉยๆ อยู่ต่อมาผมไปหาแกอีกแกถามว่าพระยังอยู่ไหม  ผมบอกว่าอยู่แต่ผมไม่แลกด้วยแล้วนะผมเกิดนึกรักขึ้นมาตั้งแต่วันแรกที่อยู่กับผมแล้ว และนึกอยู่ว่ายังไงจะไม่ปล่อยเด็ดขาด  ลุงแกบอกว่าจะแลกกับพระของแกไหมให้ผม 3-4 องค์เลยต่อหนึ่งองค์ผมก็ไม่ยอม แกขอเช่าคืนบอกจะเอาเท่าไรก็บอก  ผมก็บอกมาไม่ปล่อยแล้ว ทุกวันนี้แกยังถามผมและยังบ่นตัวเองอยู่เลยว่าบุญวาสนาไม่มีพระถึงได้ไม่อยู่กับแก  แกบอกว่าพระองค์นี้แกแลกไปแล้ว 2 ครั้งแต่พระก็ยังกับมาหาแกอีกอยู่ได้ 2 วันแกก็มาเจอกับผมและไม่รู้ยังไงถึงอยากแลกพระกับผมแกบ่นว่าเสียดายมากเลย ทุกวันนี้ก็ยังพูดอยู่ ผมคล้องอยู่จนทุกวันนี้ครับ ผมมาเปิดเว็บดูถึงได้รู้ว่าเป็นพระกรุวัดพระแก้วนี่เอง ใครจะว่าผมเชื่อคนง่ายก็ตามใจแต่ในความรู้สึกภายในใจผมรักพระองค์นี้มากและจะเก็บไว้ตลอดไป เพราะท่านคงอยากจะมาอยู่กับผมแน่ๆเลย   

---------------------------------------------------------------------------------------------------------


ผมมีสมเด็จฉัพพรรณรังสี(เบญจรงค์/สายรุ้ง)ชึ่งได้มาจากศิษย์หลวงปู่โง่น สรโยแห่งวัดเขารวก
 ตะพานหิน จ.พิจิตรอยู่หลายองค์ ทราบประวัติมาว่า ท่านได้รับถวายจาก ศิษย์ผู้ศรัทธาซึ่งอยู่ กทม.
มาถวายจำนวน 200องค์ (พิมพ์ใหญ่ 100/พิมพ์เล็ก 100 องค์)ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดมาของคุณย่า กว่า 100 ปี ถวายเมื่อ 6 ก.พ. 2529เพื่อให้หลวงพ่อไว้เป็นของตอบแทนแก่ผู้มีจิตศรัทธา มาทำบุญ
9,900บาท มอบองค์ใหญ่ 1 องค์และหากทำบุญ 1,100 บาทมอบองค์เล็ก 1 องค์ ( พระคุณเจ้าได้สร้างพระพุทธรูปองค์จริงที่ซึ่งไม่มีใครทำได้เหมือนและสร้างแจแฟรีๆเป็น จำนวนพันๆ หมื่น ๆ ไม่มีใคร
เขาทำได้นอกจาก ผู้มีบารมีเช่นพระโพธิสัตว์แล้ว ข้าจึงมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยกุศลเจตนา ถวาย พระสมเด็จแบบ เบญจรงค์  ของคุณย่าแฟงของข้าพเจ้า  ท่านได้รับจากมือสมเด็จโต มาเมื่อ100 กว่าปีมา
แล้ว น้อมถวายพระคุณท่านเผื่อจะได้แจกจ่ายแก่ผู้อุปการะท่าน ในการสร้างพระ(ในที่นี้หมายถึง พระพุทธวิโมกข์ที่ท่านแจกโรงเรียนทั่วประเทศ)แจกต่อไป และขอพระคุณท่านอุทิศให้แก่ คุณย่าแฟง 
ซึ่ง พระสมเด็จนี้เก่าแก่มาก และทำด้วยมือของสมเด็จโตแท้ๆ ด้วย) นี่เป็นคำบรรยายของผู้ถวายแด่หลวงปู่โง่น ผมมีบุญได้ครอบครอง พระสมเด็จชุดนี้เมื่อ ม.ค. 2553นี้เอง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สมเด็จวังหน้ารุ่นเบญจรงค์ สมเด็จหลังลายมุข สมเด็จประจำวันเกิด สมเด็จไกเซอร์กรุพระธาตพนม หลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงปู่ทวดเนื้อว่านเนื้อโลหะ ผมขอยืนยันว่ามีอยู่จริงเพราะผมได้มากับคนที่งานที่ไปบูรณะวัดและได้มาบางส่วนกับคนที่เป็นนายพลนายพันที่เค้าเอาพระออกมาจากวัดพระแก้วพราะผมเชื่อว่ารุ่นนี้แท้ 100% 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

เห็นพูดกันถึงผงตะไบทอง  ดิฉันขออ้างถึงหนังสือที่เคยได้อ่านมาเกี่ยวกับพระกรุนี้นะคะ
   การสร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ 84,000 องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตรเป็นหัวหน้า จึงช่วยกันทำแม่พิมพ์พระขึ้นมากมาย ซึ่งผู้เขียนยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามีกี่พิมพ์ เพราะหาได้ไม่ครบ พิมพ์พระเหล่านี้ส่วนมากคล้ายพิมพ์ทรงนิยมของวัดระฆัง เช่น พิมพ์พระประธาน พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เศียรบาตร พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์อกร่องหูยาน พิมพ์โบราณ เช่น พระรอดลำพูน พระลีลาเม็ดขนุน พระซุ้มกอ พระนางพญา พระผงสุพรรณ พระปิดตา พระสังกัจจายน์
 เป็นต้น
    "ผงวิเศษนั้นได้จากหลวงปู่โต ปูนนั้นใช้ปูนกังไสจากประเทศจีน ซี่งเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี และกรมหมื่นวิไชยชาญเคยไปประเทศจีนแล้วนำมาพร้อมกับสีต่าง ๆ เพื่อสร้างเครื่องกังไสลายคราม โดยพระองค์สร้างเตาสังคโลกขึ้นในวังหน้า ดังนั้น การสร้างพระคราวนี้จึงมีการคิดใหม่ทำใหม่ นอกจากมีพิมพ์ใหม่เกิดขึ้นมากมายแล้ว ได้ทำเป็นพระหลากสี ซึ่งเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า "พระเบญจรงค์บ้าง พระปัญจศิริบ้าง พระสายรุ้งบ้าง ส่วนผสมอื่น ก็คงใช้แบบที่หลวงปู่โตท่านเคยสร้างพระสมเด็จ แต่มีวิธีทำที่ดีกว่าคือแทนที่จะใส่ครกตำ กลับใช้เครื่องรางบดยาสมุนไพรที่เป็นร่องแล้วใช้ลูกกลิ้งจานเหล็ก โยกกลับไปกลับมา จึงได้ผงที่ละเอียดมาก จากนั้นจึงนำมาผสมน้ำ และผสมสีลงไป ช่างแต่ละคนก็ผสมสีของตนเอง ดังนั้นพระแต่ละองค์จึงมีสีที่แตกต่าง ก่อนจะอัดมวลสารต่างๆ ลงไปก็หยิบผงตะไบทองที่เจ้าของร้านทองแถวสำเพ็งนำมาถวาย โปรยลงไปในแม่พิมพ์เล็กน้อย อัดเสร็จก็หยิบผลตะไบทองโรยทับหลัง อีกนิดก็อัดอีกที จึงแกะพระจากพิมพ์วางเรียงไว้ เสร็จแล้วก็นำไปตากแดด ถ้าแดดดีพระแห้งเร็ว ก็จะเกิดรอยแตกลายงาขึ้น มากบ้างน้อยบ้าง ถ้าพระผึ่งไว้ในร่มจนแห้ง การลายงานก็ไม่ปรากฎ องค์พระจะดูสวยงาม พระบางองค์ไม่มีผงตะไบทองก็เพราะผงตะไบมีจำนวนจำกัดไม่ครบจำนวนช่าง
     พระส่วนมากหลังเรียบ แต่บางองค์ก็มีประทับตราหลังคือ ตราครุฑบ้าง ธรรมจักรบ้าง ตราธงชาติ ตราเสมา ดอกบัว พระเกี้ยว จปร. เป็นต้น
     พระอีกส่วนหนึ่งไม่ได้ผสมหลายสี ทำแบบพระวัดระฆัง แต่มีสีขาว สีเหลือง สีเขียว สีดำ สีแดง สีฟ้าอ่อน เป็นชุดๆ ไป"

------------------------------------------------------------------------------------